Make your own free website on Tripod.com

 

Grammar

INTRODUCTION

GRAMMAR 

HOT  TOP  CHART 

INTER   SONGS

NEWS

 

บทที่ 1 คำนาม (NOUNS)

          คำนาม (Nouns)  คือคำที่ใช้เรียก  คน สัตว์ สิ่งของ  มีรายละเอียดของคำนามดังต่อไปนี้

1.1 ชนิดของคำนาม (Kind  of  Nounns)  แบ่งออกเป็น 5 ชนิด  ดังนี้

       1. คำนามที่เป็นชื่อเฉพาะ  วิสามานยนาม (Proper  Noun)  ชื่อคน ชื่อสัตว์ที่ตั้งชื่อให้เฉพาะ ชื่อสถานที่ ชื่อสิ่งของ           เช่น  Malee , Peter, Bangkok , etc.

       2. คำนามที่เป็นชื่อทั่วไป  หรือสามานยนาม (Common   Noun)  เช่น man , boy,teacher , buffalo ,            etc.

       3. คำวัตถุนาม  (Material  Noun)  ได้แก่  rice , coffee , food , etc.

       4. คำนามที่ใช้เรียกกลุ่ม หรือ สหนาม  (Collective  Noun)  เช่น  family,committee  (คณะกรรมการ)            , cabimet (คณะรัฐมนตรี) , etc.

       5. คำนามที่เป็นนามธรรม (Abstract  NOun)  ได้แก่ คำนามที่เป็นความรู้สึกนึกคิด (ไม่ใช่ คน สัตว์ หรือ            สิ่งของ)  เช่น peace (สันติภาพ) , toverty (ความยากจน) , wisdom  (ปัญญา) , etc.

1.2 พจน์ของคำนาม (Number  of  noun)  มี 2 ชนิด                                   

       คำนามเอกพจน์ (Singular  Noun)  ได้แก่  คำนามที่เป็นเพียงหนึ่ง หรือ สิ่งเดียว คนเดียว ตัวเดียว เป็นต้น         

       คำนามพหูพจน์ (Plural  Noun)  ได้แก่  คำนามที่เป็นหลายสิ่ง หลายตัว  เป็นต้น

1.3 เพศของคำนาม  (Genders   of  nouns )  สำหรับคำนามทุกคำสามารถแบ่งแยก 4 ชนิด ดังนี้

       1. Masculine   gander  ได้แก่ คำนามที่เป็นเพศชาย  ได้แก่ boy , cock  , father, etc.

       2. Feminine   gender  ได้แก่  คำที่เป็นเพศหญิง  เช่น  wife , lady , woman ,etc.

       3. Neuter  gender  ได้แก่คำนามที่เป็นสิ่งที่ไม่มีชีวิต  หรือไม่ใช่ คน และสัตว์  เช่น  rice , book ,            boat , etc.

       4. common  gender  ได้แก่คำนามที่มีเพศรวม  หมายถึงทั้งหญิงและชาย  หรือทั้งตัวผู้ และตัวเมีย  เช่น

           parents , enemy , friend , etc.

1.4 ความสัมพันธ์ของคำนาม  ความสัมพันธ์ระหว่างคำนามกับคำอื่นๆ ในประโยค  (cases  of  Noun)

       1. คำนามทำหน้าที่เป็นประธานของประโยค  (Nominative  case)

       2. คำนามทำหน้าที่เป็นกรรมของประโยค  (Objective  case)

       3. คำนามที่แสดงการเป็นเจ้าของ  (Possessive  case)

 

 

บทที่ 2 คำนำหน้านาม (ARTICLES)

 

       คำนำหน้านามมี 2 ชนิด  ได้แก่ a, an  เรียกว่า Indefinite  Article  และ the                       

เรียกว่า DEfinite  Article

A ,AN :  A  ใช้นำหน้าคำนามที่มีอักษรคำหน้าด้วย  พยัญชนะ

                AN  ใช้นำหน้าคำนามที่มีอักษรนำหน้าด้วย  สระ

       1. ใช้นำหน้านามที่มีความหมาย  หนึ่งเดียว เช่น  I  am  a  Thai.                                                      Nid  has  an   book.

       2. ใช้ในความหมายแทน  กลุ่ม เช่น A  cow  is  animal.                                                                                         An  ant  is  a  small  now.

       3. ใช้ในการวัด  มีความหมายตรงกับคำ "per" (ต่อ)  เช่น  ninety  miles  an  hour.                                                                                  One  hundred  bath  a  dozen.

       4. มีความหมายเป็นหนึ่ง  สำหรับคำ เช่น dozen , hundred , thousand .                                               a  dozen  eggs  in  the  basket.                                               a  dozen  books.

       5. ใช้กับคำนามเฉพาะที่เป็นที่รู้จักกันดี  ในความหมายว่า "หนึ่งในหลาย"

       6. ใช้ในรูป   What  a + (นามที่นับได้เอกพจน์)

                     How + adjective + a + (นามที่นับได้เอกพจน์)

THE : ใช้นำหน้าคำนามที่จำเพาะเจาะจง  ในกรณีต่างๆดังต่อไปนี้

       1. ใช้นำหน้าคำนามที่มีการขยายความให้ชัดเจน

       2. ใช้นำหน้าคำนามที่รู้จักกันดีทั้งผู้พูดและผู้ฟัง

       3. ใช้ the นำหน้าคำนามต่อไปนี้  เช่น  the East , the North , the  world , the  South ,            the  West , etc.

       4. ใช้นำหน้าคำเปรียบเทียบ  ที่สุด

       5. ใช้  the  ในรูปของ  the + comparative , + the + comparative

       6. ใช้ the นำหน้า adjective ที่ทำหน้าที่เป็นคำพหูพจน์ (plural noun)

       7. ใช้ the นำหน้าส่วนที่ขยายคำนาม เช่น  Bangkok , the  capital  of  Thailand

       8. ใช้ the นำหน้า common  noun  เพื่อทำเป็น abstract  noun หรือ collective  noun เช่น            The  pen  is  mightier  than  the  weapon .

           I  like  the  TV.  more  than  the  radio .

 

 

บทที่ 3 คำสรรพนาม (PRONOUNS)

 

       คำสรรพนาม (Pronouns)  เป็นคำแทนชื่อ  เช่น  MR.Smith  เป็นคำนาม  แต่เราไม้เรียกชื่อ  เราจะใช้ "he"  แทนได้  คำ pronoun ได้แก่ I , you , he , she , it , they , them , her , him , me , we , us , who , whom , which , whose , etc.  และมีรายละเอียดดังนี้

3.1 ประเภทของสรรพนาม  

       1. Personal  Pronoun  บุรุษสรรพนามแบ่งเป็น 3 บุรุษได้แก่ ผู้พูด (บุรุษที่1 : first  person)  ผู้ฟังหรือ   ผู้ที่พูดด้วย  (บุรุษที่2 : second  person)  และผู้ที่ถูกกล่าวถึง  (บุรุษที่3 : third  person)

       First person  ได้แก่  I , we , us ,

       Second  person  ได้แก่  you

       Third  person  ได้แก่  he , she , it , they , him , her , them

       2. Reflexive  Pronoun  or  Emphatic  Pronoun  ได้แก่  คำสรรพนามที่เน้นย้ำ  ได้แก่  myself  yourself , himself , herself , itself , ourselves , yourselves , themselves

       3. Relative  Pronoun  ได้แก่  คำสรรพนามที่ทำหน้าที่เชื่อมกับคำนามที่มาข้างหน้า  เรียกว่า  antecedent    ทำให้เกิดเป็นประโยคย่อย  ประโยคช่วย  (subordinate  clause)  คำที่เป็น  relative  pronoun  ได้แก่ that , who , which , whose , what , as , whoever , whichever

       4. Interrogative  Pronoun  ได้แก่  สรรพนามที่ทำหน้าที่เป็นคำถาม (Question  words)  เช่น  who , what , whom , which , whose , etc.

       5. Possessive  Pronoun  ได้แก่  คำสรรพนามที่แสดงความเป็นเจ้าของ  เช่น mine , yours , his , hers , ours , theirs

       6. Demonstrative  Pronoun  หมายถึง  คำสรรพนามที่แสดงความจำเพาะเจาะจง  ได้แก่  this , that , these , those , these

      7. Indefinite  Pronoun  หมายถึง  คำสรรพนามที่ใช้แทนคน   สัตว์   สิ่งของโดยทั่วๆไป  ได้แก่    everyone  everybody , everything , someone , somebody , something , nobody , nothing , anyone , anybody , anything , some , any , all , several , few

       8. Distributive  Pronoun  หมายถึง  คำสรรพนามที่ใช้แทนบุคคล  หรือ  สิ่งของ  ในชั่วขณะหนึ่ง และถือเป็น

เอกพจน์  เช่น  Each  of  the  girls  has  a  comb .

               Either  of  these  program  leads  to  University.

               Of  all  these  prograns , neither  suits  me.

3.2 พจน์ของสรรพนาม  แยกเป็น  เอกพจน์ (Singular)  และพหูพจน์ (Plular) ดังนี้   

 

 

 Singular

 Plural

 First  Person

 I , me

mine

 we , us

ours

 Second  Person

 thou

thee

he, she ,it

 you

yours

they

 Third  Person

 him , her

his , hers

 them

their

 

 3.3 พจน์ของสรรพนาม  (Gender  or  pronoun)

 

Singular

Plural

Masculine

Feminine

Neuter

He

Him

His

She

Her

Hers

It

It

Its

all  gender

They

Them

Theirs

 

 3.4 หน้าที่สรรพนาม  ในประโยค

       คำสรรพนาม  ทำหน้าที่เป็น  ประธาน (Subject) ของประโยคหรือเป็นกรรมของประโยค (Object) การแสดงเป็นเจ้าของ (possessive) และคำเน้น (self  form) มีการสัมพันธ์กัน  ดังตารางต่อไปนี้

 

Subject

Object

Possessive

Self  Form

I

We

You

He

She

It

They

One

Who

me

us

you

him

her

it

them

one

whom

mine

ours

yours

his

her

its

theirs

one ' s

whose

myself

ourselvess

yourselvess

himself

herself

itself

themselves

oneself

one ' s  self

 

 

 

 

บทที่ 4 คำคุณศัพท์ (ADJECTIVES)

 

      คำคุณศํพท์เป็นคำขยายนามหรือ  สรรพนาม (Noun  or  Pronoun) ให้มีความหมายชัดเจนยิ่งขึ้น  

4.1 ประเภทของคำคุณศัพท์  มี 7 ชนิด  ดังต่อไปนี้

       1.Proper  Adjective  ได้แก่  คำคุณศัพท์ที่มาจาก proper  noun  ดังตัวอย่างต่อไปนี้

 

Proper  noun

Proper  adjective

We  study  English.

This  car  is  from  Japan.

This  plane  is  made  in  America.

The  English  language  is  wide  used.

The  Japanese  car  is  popular  use.

It  is  the  American  plane.

 

       2. Descriptive  Adjective  เป็นคำคุณศัพท์ที่ใช้อธิบายคำนามหรือสรรพนาม

           A  computer  is  a  useful  machine.

           He  saw  a  pretty  girl.

           Somchai  is  intelligent.

           He  is  an  intelligent  boy.

           This  book  is  good.

           It  is  a  good  book.

       3. Quantitative  Adjective  เป็นคุณศัพท์ที่บอกปริมาณสำหรับ noun หรือ pronoun ที่นับไม่ได้ เช่น

           He  drinks  a  little  water.

           There  is  no  peace  in  the  Middle  Ease  countries.

       4. Numeral  Adjective  ได้แก่คำคุณศัพท์ที่บอกจำนวนหรือตัวเลข  แยกได้ 2 ชนิด

           - Definite  Numberal  Adjective  ได้แก่คุณศัพท์ที่ใช้บอกจำนวนที่แน่นอน

        - Indefinite  Number  Adjedtive  ได้แก่คุณศัพท์ทีใช้บอกจำนวนแต่ไม่แน่นอน  few , all , some , a few , many , enough , any

          5. Distributive  Adjective  หมายถึง  คุณศัพท์ที่ใช้แสดงการ "แจกจ่าย"  บุคคลหรือสิ่งของ  เมื่อมีการใช้ คุณศัพท์ชนิดนี้แล้ว  จะทำให้คำนามเป็น  เอกพจน์ (singular) เช่น  Each  boy  has  a book.

                                          Every  boy  has  a book.

                                                 Either  way  leads  to  Chiengmal.

       6. Demonstrative  Adjective  หมายถึง  adjective  ที่เป็นตัวบ่งชี้  คำสรรพนาม  ที่แสดง "เจาะจง" (dejective)  และ  "ไม่เจาะจง" (indefinite)

       7. Interrogative  Adjective  หมายถึงคุณศัพท์ที่ใช้ในการตั้งคำถาม  ข้อสังเกตคือ  คำคุณศัพท์ต้องขยายคำนาม  ถ้าอยู่  โดดเดี่ยวไม่ขยายคำใด  คำนั้นจะเป็นคำสรรพนาม (Interrogative  Pronoun)

4.2 Comparison  Degree  หมายถึง คุณศัพท์ที่ใช้เปรียบเทียบ  การเปรียบเทียบมี 3 ระดับ  ได้แก่  ขั้นปกติ (Positve  degree)  ขั้นกว่า (comparative  degree) และขั้นสุด (superlative  degree)

       กฏการเปลี่ยน  positive  เป็น comparative และ Superlative

1.  คำ 1 พยางค์  และมีตัวสุดท้ายเป็นพยัญชนะ (consonant) เติม er , est ในขั้นกว่า  และขั้นสุดตามลำดับ

2.  คำ 1 พยางค์มีสระ (vowel) e เป็นอักษรท้าย  ให้เติม r หรือ st เท่านั้น

3.  คำ 1 พยางค์  เพิ่มอักษรตัวท้าย  แล้วเติม er และ est

4.  คำ 1 พยางค์  ที่มีอักษรท้าย y เปลี่ยน y เป็น i แล้วเติม er และ est

5.  คำ 1 พยางค์  อักษรที่อยู่หน้า y เป็นสระ  เติม er และ est ไม่ต้องเปลี่ยนเป็น i

6.  คำ 2 พยางค์  ที่มีอักษรท้าย y เปลี่ยนเป็น y แล้วเติม er , est และคำที่ลงท้าย le เติม r และ st

7.  ใช้ more , most กับคำ 2 พยางค์  ที่ลงท้ายด้วย  -ful , -less , -ist , -our , -ing , -ed

8.  คำ 2 พยางค์  ต่อไปนี้  เติม er , est หรือ more , most ได้ทั้งสองวิธี   

     clever , narrow , handsome , polite , rainy , etc.

 

 

 

บทที่ 5 คำกริยา (VERBS)

 

       คำกริยาแบ่งออกเป็น 2 ประเภทใหญ่ๆ คือ กริยาแท้  และกริยาไม่แท้

1.  กริยาแท้ (Finite  vervs)  หมายถึง  อาการที่แสดงออกหรือการบังเกิดขึ้นของสิ่งต่างๆ  ที่ถูกจำกัด  

2.  กริยาไม่แท้ (Non - finite  Verbs)  ได้แก่   กริยาที่ไม่ถูกจำกัด

5.1 กริยาแท้

5.1.1  Kind  of  Finite  Verb  มี 3 ชนิด

       1.  Transitive  Verbs  คือ  สกรรมกริยา  หมายถึงกริยาที่ต้องมีกรรมมารับ

            She  reads  an  English  tale.

            He  studies  mathematics.

       2.  Intransitive  Verb  คือ  อกรรมกริยา  หมายถึง  กริยาที่ไม่ต้องมีกรรมมารับ

            The  sun  sets .   Water  flows.

       3.  Auxiliary  Verbs  หมายถึงกริยาช่วย  มีทั้งหมด 6 ตัว  ได้แก่  have , be , shall , will , may             , do  เช่น

            He  has  done  many  things .

            We  have  had  money .

การใช้  Auxiliary  Verbs

1.  ใช้  have  เพื่อสร้าง  perfect  tense  ซึ่งมีรูปเป็น     to  have + past  participle   เช่น

    He  has  run  away .

    She  had  spent  much  money .

2.  ใช้  shall และ will สำหรับประโยค Futyre  Tense  ดังตัวอย่างที่กล่าวแล้วแต่มีรายละเอียดอีกมากในเรื่องของ     Tense  ในหัวข้อต่อไป

3.  ใช้ may สำหรับแสดงปริกัลปมาลา (Subjunctive  Mood)  หมายถึงแสดงการขอร้อง

     May  God  bless  you .

     may  I  come  in .

4.  ใช้ do สำหรับสร้างประโยคคำถาม (Interrogative  Sentence) และประโยคปฏิเสธ (Negative Sence)

     และใช้เป็นคำเน้น (Emphasis)

5.  ใช้ be สำหรับสร้าง cotinuous  form  และรูป  passive  voice

5.1.2  Mood  หมายถึงการใช้กริยาแสดงเจตนา  และการใช้ให้เกิความรู้สึก  มีกรณีดังนี้

       1.  Indicative  Mood   เป็นการบอกความจริง  ให้เพื่อการรับทราบเป็นการใช้กริยา  ที่ให้ความรู้สึกกลางๆ

           The  sun  will  rise  at  three  minutes .

           School  pupils  came  to  their  school .

       2.  Imperative  Mood   ได้แก่การใช้กริยาที่เป็นคำสั่ง (command)  คำแนะนำ (advice)  คำขอร้อง             (entreaty)  เช่น     Get  up !             : command

                                      Be  careful !       : advoice

                                      Take  me  too !   : entreaty

       3.  Subjunctive  Mood   การใช้กริยาในประโยคเพื่อบอกถึงที่ไม่เป็นความจริง  เป็นความจริงได้ยาก  และสิ่งสมมติ

            เช่น     You  work  hard  so  you  may  succeed .

                    A  soldier  died  for  peaple  might  live .

5.1.3  Voice   แบ่งออกเป็น 2 ชนิด คือ  active  voice  และ  passive  voice

       Active  Voice  ได้แก่ประโยคปกติใช้ประธานนำหน้าประโยคและกรรมอยู่หลัง  เช่น

                             He  shakes  a  bottle  of  milk .

       Passive  Voice  ได้แก่ประโยคที่ใช้  กรรมมาอยู่ที่ประธานของประโยคปกติ  และประธานของประโยคปกตกไปวางอยู่ในที่ของกรรม  รูปกริยาต้องเปลี่ยนเป็น  past  participle  แต่มี  auxiliary  verb  แสดง  tense  เดิม  เช่น

                             A  bottle  of  milk  is  shaken  by  him .

5.1.4  Number & Person   เป็นเรื่องของ Nouns และ Pronouns การใช้กริยากับคำดังกล่าวจะต้องใช้อย่างสอดคล้อง  เรียกว่า Agreement   of   Verb   with  Subject  สำหรับ Agreement มี 9 ข้อด้วยกันดังต่อไปนี้

1.  noun 2 ตัว หรือ มากกว่าเชื่อมด้วย "and"  ทำหน้าที่เป็นประธานของประโยค  กริยาเป็นพหูพจน์ (plural  number)     เช่น   Tom  and  I  are  students .

2.  noun หรือ pronoun  ที่เชื่อมด้วย and ถือบุรุษตามลำดับ  บุรุษที่ 1 , 2 , 3 ตามตัวหลัง  เช่น

     Mary  and  you  are  friends . บุรุษที่ 3 และบุรุษที่ 2

3.  pronoun หรือ noun เชื่อมด้วย and แล้วหมายถึง  คนเดียวสิ่งเดียว  เป็น singular กริยาที่ใช้ก็เป็น singular

4.  ถ้าประธานเป็น singular แต่มีความหมายเป็น plural  เช่น

     The  political  party  are  devided  their  opinions .

5.  noun หรือ pronoun แต่ละตัวเป็น singular และเชื่อมด้วย or หรือ nor  ประธานจะเป็น singular   เช่น

    Either  Tom  or  his  wife  is  to  blame .

6.  noun หรือ pronoun บางตัวเป็น singular และอีกตัวหนึ่งเป็น plural เชื่อมด้วย or หรือ nor , ให้ถือตัวหลังเป็นประธานสำคัญใช้กริยาตามประธานตัวหลัง  เช่น  Neither  you  or  they are in  the  room .

7.  ประธานที่มี or หรือ nor  เชื่อมกริยาถือตามตัวหลัง เช่น   Either  he  or  I  am  to  leave  soon .

8.  ประธานเป็น singular 2 ตัวหรือมากกว่า  เชื่อมด้วย as  well  as  กริยาเป็น singusar  เช่น

     A  car  as  well  as  a  rabbit  is  in  a  cage .

9.  ประธานเป็น singular และ plural  เชื่อมด้วย  as  well as  กริยาถือตามประธานตัวหน้า

5.2  กริยาไม่แท้  (Non - Finite  Verbs)  ได้แก่  Verb ที่ไม่ถูกจำกัด มี 3 ชนิดด้วยกัน

       1. Infintives  ได้แก่  ด้แก่  Verb ที่มี to นำหน้า  และตัวกริยาเป็นช่องที่ 1 เช่น         to  go , to  see , to  come , etc.

       2.  Participles  ได้แก่  - กริยาที่เติม ing  เรียกว่า  present  participle

                                     - กริยาที่เป็น  past  participle ทุกตัว

                                     - V. to have + past  participle

       3.  Gerunds  ได้แก่กริยาที่ลงท้ายด้วย  ing  และ  V. to hqve + past  participler

Need และ Dare  มี 2 ประเภท  ดังนี้

       สำหรับ need ที่เป็น normal  form  เช่น   - He  needs  to  be  told .

                                                         - He  needed  to  bo  told .

       need ที่เป็น abnormal  form  เช่น   - He  needs  not  be  told .

                                                     - Need  he  any  longer  ago

       dare  ที่อยู่ใน abnormal  form  เช่น   - Dare  he  say  it ? (Dose he dare to say it.)

                                                        - He  dare  not  say  it .

too, enough , so

       too + (adjective  or  adverb) + to + Verb 1                                                 

           .......................................เกินไปที่จะ..........................................  เช่น

       This  coffee  is  too  hot  to  drink .

       No  one  is  too  old  to  learn .

       He  speaks  too  fast  for  me  to   catch .

to , in  order  to , so  as  to

       She  was  sent  to  America  to  study  engineerings .

       She  was  sent  to  America  in  order  to  study  engineerings .

         She  was  sent  to  America  so  as  to  study  engineerings .

should  มี infinifive ตาม should  มีความหมายว่า "ควรจะ"  ตรงกับคำว่า  "ought  to"

       He  should  see  it .

       He  ought  to  see  it .

 

 

 

 บทที่ 6 กาลและกริยา 3 ช่อง (TENSES & IRREGULAR  VERBS)

        กาล (tenses)  ในภาษาทุกภาษาจะบอกเวลาว่าเหตุการณ์นั้นเกิดขึ้นเมื่อใด  ปัจจุบัน  อดีต  อนาคต  กาล (tenses)  แบ่งเป็น 3 กาล  คือ  ปัจจุบัน  อดีต  และอนาคต   แต่ละ tenses แยกออกเป็น 4 ลักษณะ  คือ  ปกติ (simple)  กำลัง  กระทำอยู่ (continuous)  สมบูรณ์แล้ว (perfect)   และสมบูรณ์แบบกำลังกระทำอยู่ (perfect - continuous)  รายละเอียดมีดังต่อไปนี้

6.1  ปัจจุบันกาล (Present Tense)

       1.  Present  Simple  Tense  มีรูปแบบเป็น     Subject + V 1 + Object  เช่น       

           He  eats  a mango .

           She  writes  a letter .

           I  write  a letter .

       2.  Present  Continuos  Tense  ปัจจุบันกำลังกระทำ , กำลังเป็นอยู่  มีรูปประโยคเป็น

            Sub. + V. to be + V. 1. ing + Ob.   เช่น     He  is  eating  a mango .

                                                                      She  is  writing  a  letter .

       3.  Present  Perfect  Tense   ประโยคที่แสดงเหตุการณ์ที่ดำเนินการเสร็จแล้วและดำเนินอยู่ต่อไปรูปประโยคเป็น            Sub. + V.to have + V.3 + Ob.   เช่น

                               He  has  eat  a  mango .

                               She  has  written  a letter .

       4.  Present  Perfect  Continuous   มีรูปประโยคเป็น

            Sub. + has  been / have  been + V.1. ing + Ob .  เช่น

            He  has  been  eating  a  mango .

            She  has  been  writing  a letter .

6.2  อดีตกาล  (Past  Tense)

       1.  Past  Simple  Tense   มีรูปประโยคเป็น   Sub. + V.2 + Ob.  เช่น

            He  ate  a mango .

            She  wrote  a  letter .

       2.  Past  Continuous  Tense   มีรูปประโยคเป็น   Sub. + was/were + v.1. ing + ob.  เช่น

            He  was  eating  a mango .

            They  were  playing  football .

       3.  Past  Perfect  Tense   มีรูปประโยคเป็น  Sub. + had + v.3 + Ob.  เช่น

            They  had  played  football .

            She  had  written  a letter .

       4.  Past  Perfect  Continuous   มีรูปประโยคเป็น   Sub. + had  been + v.1. ing + Ob.

            เช่น          He  had  been  eating  a  mango .

                         They  had  been  playing  football .

6.3  อนาคตกาล  (Future  Tense)

       1.  Future  Simple  Tense   มีรูปประโยคเป็น  Sub. + will/shall + v.1 + Ob.   เช่น

               He  will  eat  a  mango .

               She  will  write  a letter .

       2.  Future  Continuous  Tense   มีรูปประโยคเป็น                                               

            Sub. + will  be/shall  be + v.1. ing + Ob.   เช่น

            He  will  be  eating  a  mango .

            She  will  be  writing  a letter .

       3.  Future  Perfect  Tense มีรูปประโยคเป็น Sub. + will  have/shall  have + v.3 + Ob.

            เช่น     He  will  have  eatten  a  mango .

                    They  will  have  played  football .

       4.  Future  Perfect  Continuous  Tense  มีรูปประโยคเป็น

            Sub. + will  have  been/shall  have  been + v.1. ing + Ob.  เช่น

            He  will  have  been  eating  a  mago .

            They  will  have  been  playing  football .

หลักการใช้  Tense

     Present  Simple  Tense   จะใช้บอกสำหรับเหตุการณ์ต่อไปนี้

1.  ใช้บอกความจริงตามธรรมชาติทั่วไป

2.  ใช้บอกนิสัย  คุณสมบัติ

3.  ใช้บอกเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน

4.  ใช้บอกเหตุการณ์ที่ใกล้จะเกิดขึ้นในอนาคต

5.  ใช้กับสุภาษิต  คำพังเพย

       Present  Continuous  Tense

1.  ใช้แสดงเหตุการณ์ที่กำลังดำเนินอยู่  ในปัจจุบัน  ในขณะที่พูด

2.  ใช้สำหรับเหตุการณ์ในอนาคตอันใกล้  และแน่ใจว่าจะต้องเกิดเหตุการณ์นั้น

       Present  Perfect  Tense   ใช้ดังนี้

1.  บอกเหตุการณ์ที่เริ่ทดำเนินมาแต่อดีต  และต่อเนื่องมาถึงปัจจุบันถึงขณะที่พูด  ประโยคชนิดนี้จะมีคำระบุเวลา  เช่น  since ,     so  far , up  to  now , etc.

2.  ใช้บอกการกระทำในอดีต  และจะเกิดขึ้นในอนาคตอีก

3.  ใช้แสดงเหตุการณ์ที่เคยกระทำหรือไม่เคยกระทำในอดีต  มักจะมีคำว่า  never , ever , once , twice , etc.

4.  ใช้แสดงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในอดีตและจบลงไปแล้วในอดีตแต่ยังมีผลอยู่ในใจของผู้พูด

5.  ใช้แสดงเหตุการณ์ที่เกิดและยุติลงไปหยกๆ  ซึ่งมักจะมีคำว่า  just , already , yet , finally , etc.

       Present  Perfect  Continuous  Tense

       สำหรับ  Present  Perfect  นั้นมุ่งที่จะบอกว่าเหตุการณ์เกิดขึ้นในอดีตและดำเนินอยู่จนถึงปัจจุบัน

       อย่างไรก็ตาม  ทั้ง Present  Perfect  และ  Present  Perfect  Cont.  นั้นให้ความรู้สึกทั่วไป   (general  sense )  อย่างเดียวกัน  เช่น   I  have  studied  for  2  hours .

                                                I  have  been  studied  for  2  hours .

       Past  Simple  Tense

1.  ใช้แสดงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในอดีต  และเสร็จสิ้นในอดีตแล้วที่แสดงอดีต  ได้แก่  yesterday , last  year ,etc.

2.  ใช้แสดงเหตุการณ์ที่เกิดซ้ำๆ  กันในอดีต

       Past  Continuous  Tense   ใช้สำหรับเหตุการณ์ต่อไปนี้

1.  ใช้แสดงการกระทำในขณะที่เหตุการณ์นั้นเกิด  แต่มีอีกเหตุการณ์เกิดขึ้นมาด้วยในอดีต

2.  ใช้แสดงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นพร้อมกันในอดีต

3.  ต้องการเน้นช่วงเวลาที่เหตุการณ์นั้นเกิด

       Past  Perfect  Tense   ใช้แสดงเหตุการณ์ในอดีตที่เกิดขึ้นหลายเหตุการณ์  แต่เหตุการณ์ที่เรากล่าวถึงก่อนเกิด เหตุการณ์นั้นๆ  ทั้งหมดทั้งสิ้นแล้วในอดีต

เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นก่อน  :  Past  Perfect

เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นต่อมา  :  Past  Simple

       Past  Perfect  Continuous  Tense   ใช้แสดงความต่อเนื่องของเหตุการณ์จากช่วงเวลาหนึ่งถึงช่วงเวลาหนึ่งในอดีต

       Future  Simple  Tense   ใช้สำหรับเหตุการณ์ที่จะคาดหวังตั้งใจ  ที่จะกระทำในอนาคต

       Future  Continuous  Tense   ใช้สำหรับแสดงเหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้นในอนาคตในเวลาหนึ่ง   หรือช่วงเวลาใด  เวลาหนึ่ง

       Future  Perfect  Tense   ใช้แสดงเหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้น  และเสร็จในอนาคต

       Future  Perfect  Continuous  Tense   ใช้แสดงการกระทำในอนาคตที่จะสิ้นสุดลงแล้ว  แต่ยังดำเนินต่อไปอีก

 

 

บทที่ 7 คำกริยาวิเศษณ์ ( ADVERBS )

       คำกริยาวิเศษณ์เป็นคำขยายคำกริยาและเป็นคำอื่นที่มีรายละเอียดดังนี้                                                   

       คำที่มีหน้าที่ขยายมี   2  คำ   ได้แก่   คำคุณศัพท์  ( adjective )และคำกริยาวิเศษณ์  ( adverb ) เท่านั้น

7.1 ประเภทของกริยาวิเศษณ์

1. Adverb   of   Time   ได้แก่   now ,  soon ,  before ,  etc .

     Let   us   go   now.   They   called   me   yesterday.

     They   always   come   to   school   early.

2. Adverb   of   place   ได้แก่   here ,  there ,  in ,  etc.

     please   come   here   ;   do   not   stay   there.

     No   one   is   out   ;   everybody   is   in.

3. Adverb   of   Number   ได้แก่   often  ,  seldom  ,  twice ,  etc.

     They   always   come   to   school   early.

     A   barking   dog   seldom   bites.

4. Adverb   of   Manner  ,  Quality   or   State   ได้แก่   thus  ,  so  ,  badly ,  etc.

     He   came   down   slowly  .                                   :   Manner

     They   found   something   amiss.                            :    State

         ( amiss  :  out   of  order -  ไม่เรียบร้อย )

5. Adverb   of   Quantity  ,  Extent   or   Degree   ได้แก่   very  ,  much  ,  a  little  ,     etc.

    I   was   a   little   tired.                      :  Quantity

    He   has   changed   somewhat .           :  Extent

6. Adverb   of   Affirmative   or   Denying   ได้แก่   กริยาวิเศษณ์ที่ใช้ในการตอบรับบอกเล่า   หรือ   ปฏิเสธ  ได้แก่     No  ,  yes  ,  yea  ,  etc.

    Is   she   not   writing   a   letter ?          :  Denying

    Yes  ,  she   is.                                         :  Affirmative                             

    No,   she is   not.                                     :  Denying

Demonstrative  Adverb    

       ได้แก่    thus, so, the  ซึ่งจัดเป็น  simple adverb of mamer or extent   เช่นประโคต่อไปนี้    Thus the story came to an end.                        

   I love you so.                                                                                                     

Interrogative Adverbs

       ได้แก่  adverb  ที่ใช้ตั้งคำถามมี 6 ประเภท

1.  Time   :  When  will  she  go  ?

2.  Place   :  Where  were  you  born  ?

3.  Number   :  How  often  did  he  write  ?

4.  Manner , Quality ,or  State   :  How  did  he  do  it  ?

5.  Quantity   :  How   much  did  it  rain  ?

6.  Cause  or  Reason   :  Why  do  they  go  to  war  ?

Relative  adverbs

       ได้แก่  adverb  ที่ทำหน้าที่เชื่อมประโยคกล่าวคือ   เป็นทั้ง  adverb  และเป็นทั้ง  conjuction  พร้อมกัน     No  one  knows  how  I  did  it .

    When  she  will  come  is  not  certain .

7.2  Degree  of  Comparision

       มี 3 ระดับเช่นเดียวกับ  adjective  คือ

ขั้นธรรมดา  (positive  degree)   ได้แก่  soon , well, difficulty , etc.

ขั้นกว่า  (Comparative  degree)   ได้แก่  sooner, better, etc.

ขั้นที่สุด  (superlative  degree)   ได้แก่  soonest , longest , etc.

7.3  การใช้กริยาวิเศษณ์  (Usage)

 1.  Adverb  อยู่หน้าตัวที่ถูกขยาย

     I  am  very  sorry.   ขยาย  adjective

2.  Adverb  ที่ขยาย  Intrusitive  ต้องอยู่หลัง  Verb  ยกเว้น  Abverb  of  Time

     I  often  sleep  soundly .

3.  Adverb  ที่ขยาย  trasitive  verb  อาจอยู่หน้า  verb  หรือหลัง  object  ก็ได้

     I  almost  here  her  breath.

4.  Adverb  นี้ขยาย  verb  ที่ประกอบด้วย  Auxililary  และ  Principal  Verb  แล้ว  Adverb  จะเข้า      อยู่กลางเสมอ

     They  have  just  come  back.

     I  shall  soon  see  you.

5.  Adverb  อาจอยู่หน้าประโยค   ทำหน้าที่ต่อนี้

     (a)   ขยายทั้งประโยค  Fortunetely  :  I  won  the  game.

     (b)   เป็นการเน้น  Delligently  :  she  worked .

     (b)   Objective  Complement  :  She  saw  the  building  afire.

 

     

    

 

home04.gif

arrow44_L.gifarrow44_R.gif